เตรียมพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในดินแดน Quel’Thalas เมื่อทีมพัฒนา Blizzard ออกมาให้สัมภาษณ์เจาะลึกเกี่ยวกับ World of Warcraft: Midnight (WoW) ภาคต่อของมหากาพย์ Worldsoul Saga ไฮไลท์สำคัญคือระบบ Prey ที่จะเปลี่ยนโลก Outdoor ให้กลายเป็นสมรภูมิไล่ล่าที่คาดเดาไม่ได้ พร้อมการกลับมาของ Zul’Aman ในรูปแบบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด และการปรับโครงสร้าง Raid Season ให้มีความเข้มข้นและต่อเนื่องยิ่งกว่าเดิม โดยตัวเกมมีกำหนดการเปิดฉากอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มีนาคม 2569 นี้
ปฐมบทแห่งการกอบกู้บ้านเกิดของเหล่า Blood Elves
รับชมความสวยงามของเมือง Silvermoon ที่ถูกบูรณะใหม่และบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวของ Void Invasion ที่กำลังกลืนกินภูมิภาค Quel’Thalas พร้อมโชว์ฟีเจอร์ใหม่ที่จะเปลี่ยนประสบการณ์การเล่นของคุณไปตลอดกาล
ระบบ Prey: เมื่อผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่าแบบ “ห้าม AFK”
ระบบ Prey คือฟีเจอร์ใหม่ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นเลือกรับภารกิจล่าเป้าหมายสุดแกร่งในแผนที่ Outdoor แต่ความล้ำคือเป้าหมายนั้นจะ “ออกล่า” ผู้เล่นกลับเช่นกัน และสามารถลอบโจมตี (Ambush) คุณได้ทุกเมื่อ แม้ในขณะที่คุณกำลังสู้กับมอนสเตอร์ตัวอื่นอยู่ ระบบนี้มี 3 ระดับความยาก: Normal, Hard และ Nightmare ซึ่งในระดับ Nightmare ทีมพัฒนาเตือนว่ามันคือ “Don’t AFK Mode” เพราะหากคุณละสายตาจากหน้าจอเพียงครู่เดียว คุณอาจถูกปลิดชีพได้ทันที
การคืนชีพ Zul’Aman: ปกรณัมใหม่ของชนเผ่า Amani
Zul’Aman กลับมาอีกครั้งในฐานะโซนพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนที่กว้างขวางและทันสมัยกว่าเดิม โดยผู้เล่นจะได้พบกับ Zul’jarra หลานสาวของ Zul’jin ผู้เป็นผู้นำคนใหม่ของเผ่า Amani เนื้อเรื่องจะพาเราไปสำรวจวิหาร Loa ทั้ง 4 (Akil’zon, Halazzi, Jan’alai และ Nalorakk) ที่รกร้างและเต็มไปด้วยความลับ การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนำของเก่ามาทำใหม่ แต่เป็นการขยายจักรวาลและวัฒนธรรมของ Troll ให้มีความลึกซึ้งและมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับเหล่า Blood Elves มากขึ้น
ปฏิวัติระบบ Raid: 2 แคมเปญต่อเนื่องและ Story Mode
Raid Season ของ Midnight จะมีการแบ่งช่วงเวลาที่น่าสนใจ โดยมี Raid หลักของแคมเปญถึง 2 แห่งคือ The Void Spire และ March on Zul’Aman ซึ่งทั้งสองที่นี้จะมีเนื้อเรื่องเชื่อมต่อกันอย่างเหนียวแน่น เมื่อจบ Raid แรกจะมีเควสต์ให้นำทางไปสู่การเปิดศึกที่ Zul’Aman ต่อทันที โดยการปลดล็อคจะห่างกันเพียง 1-2 สัปดาห์ตามระดับความยาก และสิ่งที่น่ายินดีคือทั้งสอง Raid จะมี Story Mode ให้ผู้เล่นสายเนื้อเรื่องเข้าถึงได้ตั้งแต่วันแรก
Maisara Caverns และ The Dreamrift: ความท้าทายระดับเทพ
นอกจาก Raid แคมเปญแล้ว ยังมี Maisara Caverns ที่บรรจุบอสถึง 9 ตัว แบ่งเป็น 3 การเผชิญหน้าขนาดใหญ่เพื่อทดสอบทีมเวิร์ค และมี Raid พิเศษอย่าง The Dreamrift ซึ่งเป็นแบบ Single-boss encounter (บอสตัวเดียว) ความพิเศษของ Dreamrift คือมันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญหลัก จึงไม่มีระดับความยาก Story Mode ทำให้มันกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดสำหรับผู้เล่นระดับ Hardcore ที่ต้องการพิสูจน์ฝีมือและสะสมไอเทมระดับตำนาน
การสำรวจที่ไร้พรมแดนและการมาของ Player Housing
Midnight ยกระดับการผจญภัยด้วยการอนุญาตให้ผู้เล่นเลือกลำดับการเล่นโซนต่างๆ ได้ตามใจชอบผ่านระบบ Scouting Map นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มระบบ Player Housing ที่เป็นฟีเจอร์ที่แฟนๆ เรียกร้องมานาน โดยผู้เล่นสามารถปรับแต่งภายนอกอาคารและจัดวางของตกแต่ง (Decorations) ได้อย่างอิสระผ่านพ่อค้าเฉพาะทางที่กระจายอยู่ทั่วโลก ช่วยให้การใช้ชีวิตใน Azeroth ของคุณมีความหมายและสะท้อนความเป็นตัวเองได้มากกว่าที่เคย
สรุปข้อมูลสำคัญ World of Warcraft: Midnight
| หัวข้อสำคัญ | รายละเอียดข้อมูล |
| วันวางจำหน่าย | 2 มีนาคม 2569 |
| โซนหลักที่เปิดตัว | Eversong Woods (Silvermoon) และ Zul’Aman |
| ระบบเด่น (Outdoor) | Prey System (3 ระดับความยาก: Nightmare คือห้าม AFK) |
| Raid แคมเปญ | The Void Spire และ March on Zul’Aman (มี Story Mode) |
| Raid พิเศษ | The Dreamrift (Single boss, No Story Mode) |
| ฟีเจอร์เสริม | Player Housing และอิสระในการเลือกโซนเดินเควสต์ |
| แหล่งอ้างอิง | Wccftech: WoW Midnight Devs Discuss Prey System, Raids & Zul’Aman |
GameTonix Insight
การขยับตัวของ Blizzard ในภาค Midnight นี้แสดงให้เห็นถึงการพยายาม “เพิ่มชีวิต” ให้กับโลก Outdoor อย่างชัดเจนครับ ระบบ Prey คือการแก้ปัญหาความซ้ำซากของการฟาร์มเควสต์ที่ได้ผลที่สุด เพราะมันสร้างสถานการณ์บังคับให้ผู้เล่นต้องตื่นตัวตลอดเวลา ขณะที่การแบ่ง Raid ออกเป็น 2 ส่วนต่อเนื่องกัน ช่วยให้จังหวะการเล่าเรื่อง ของแคมเปญไม่น่าเบื่อและมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น ใครที่เป็นแฟน Troll หรือรอคอยการกลับมาของ Quel’Thalas บอกเลยว่านี่คือภาคที่คุณจะได้รับความฟินระดับ 10 กะโหลกแน่นอนครับ


